5 เรื่องต้องรู้ หลัง ลิเวอร์พูล กินบุญเก่า แพ้ โรมา แต่ยังเข้าชิงกับ มาดริด

 May, 06 - 2018   news

เกือบมีดราม่าช่วงท้ายเกมอีกรั้ง หลัง โรมา มาได้ 3 ประตูรวดในครึ่งหลัง พลิกแซงชนะ ลิเวอร์พูล สำเร็จ 4-2 แต่ยังตกรอบอยู่ดี หลังสกอร์รวม ลิเวอร์พูลเหนือกว่าที่ 7-6 ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ

ไปดูกันว่าในเกมนี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง หลังลูกทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ทำสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จ แม้จะเป็นฝ่ายแพ้ไปก็ตาม

5. เกมรับของ โรมา คือปัญหา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมรุกของ ลิเวอร์พูล เป็นเกมรุกที่น่ากลัวติดระดับท็อปของทวีปไปแล้ว แต่เกมรับของ โรมา กลับทำให้ทุกอย่างยิ่งแย่ลงไปอีก

การเปิดบ้านครั้งนี้ของ โรมา มีกฎง่าย ๆ คือพวกเขาต้องยิงคู่แข่งให้ได้ 3 ลูก และทุก ๆ ลูกที่พวกเขาเสีย พวกเขาจะต้องเหนื่อยเพิ่มยิงอีกลูกทุกครั้ง และภายในครึ่งเวลาเดียว โรมา ก็เสียข้อได้เปรียบเดียวคืออเวย์โกล 2 ลูกไปแล้ว

ความผิดพลาดของ นาอิงโกลัน ที่จ่ายเสียง่ายแบบเหลือเชื่อ และการยืนพลาดของกองหลังจนเสียเหลี่ยมให้ ไวนัลดุม คือ 2 สิ่งที ดิ ฟรานเชสโก้ ต้องกลับไปนั่งทบทวนอีกครั้งว่าจะแก้ไขอย่างไร เพราะการผิดพลาดแบบน่าเสีย 2 ครั้งนี่แหละที่ทำให้พวกเขาต้องชวดปาฏิหาริย์ครั้งที่ 2 แบบน่าเสียดาย

4. โรมา แพ้ความเร็ว

จุดเด่นของ โรมา คือแผงมิดฟิลด์ที่แข็งแกร่ง รัดยา นางอิโกลัน, ดานิเอเล เด รอสซี, อเลสซานโร ฟลอเรนซี หรือรายที่ไม่ได้ลงอย่าง เควิน สตรอทมัน คือนักเตะที่ได้รับการยอมรับว่าสร้าง โรมา ให้เป็นทีมที่แข็งแกร่งในยุดคหลังมาตลอด แต่นักเตะเหล่านี้กลับไม่สามารถหยุดแนวรุกที่มีความรวดเร็วของ ลิเวอร์พูล ได้เลยแม้แต่น้อย

นาอิงโกลัน และ เด รอสซี ตามความไวของการโยกย้ายบอลของผู้มาเยือนไใ่ทันอย่างชัดเจนในครึ่งแรก ไม่ต้องพูดถึง เปลเลกรินี ที่ดูจะขาดประสบการณ์ในการรับมืออะไรแบบนี้อย่างชัดเจน พวกเขาโดนเจาะทะลวงได้ง่าย

และบ่อยครั้งที่ ซาดิโอ มาเน, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สามารถพาบอลเข้าไปป้วนเปี้ยนหน้าปากประตูได้ตลอด ในขณะที่ ฟลอเรนซี ก็ต้องเจอกับ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่คอยพาบอลบุกขึ้นมาเรื่อย ๆ อีก

โชคดีแค่ไหนแล้วที่พวกเขาเสียแค่ 2 ประตูเท่านั้นในเกมนี้

3. มาเน ท็อปฟอร์มอีกครั้ง

ปีกชาวเซเนกัลมักเป็นคนที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุดเสมอใน 3 แนวรุกของ หงส์แดง แม้แต่จำนวนสกอร์ที่เขาทำก็ยังน้อยกว่าเพื่อนอีก 2 คน แต่ฟอร์มในวันนี้ได้เตือน เรอัล มาดริด อีกครั้งหนึ่งว่า เขาเองก็มีความอันตรายอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในเวลาที่เพื่อนของเขาทำประตูไม่ได้อย่างในเกมนี้

ความไวของ มาเน ฉีกกระชากแนวรับทางฝั่งขวาของ โรมา เป็นชิ้น ๆ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ อเลสซานโดร ฟลอเรนซี ไม่สามารถรับมือกับความไวของปีกชาวเซเนกัลได้เลย

แถมการจบสกอร์ของเขายังยอดเยี่ยมสุด ๆ ประตูแรกที่เขายิงขึ้นนำให้ทีมก็มาจากโอกาสครั้งแรกของเขาด้วยซ้ำ นับว่าไม่ธรรมดาทีเดียว

2. ความน่ากลัวของ ฟีร์มิโน ไม่ใช่การจบสกอร์

แม้ศูนย์หน้าฟันขาวจะนำเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมร่วมับ ซาลาห์ ในรายการนี้ แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงคือการเคลื่อนที่ไปทั่วสนามของเขาต่างหาก

อย่างที่รู้ ๆ กัน ตำแหน่งถนัดของ ฟีร์มิโน ไม่ใช่หน้าเป้า แต่เป็นหน้าตัวต่ำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาจะถนัดสุด ๆ ไปเลยก็คือการวิ่งหาพื้นที่ว่าง คอยเติมอยู่แถว 2 และการหลอกล่อกองหลังคู่ต่อสู้ให้ไปทางอื่น

หากเขาเล่นอยู่กับทีมที่ใช้ปีกเล่นแต่ริมเส้น การวิ่งของเขาคงไม่ได้ใช้ประโยชน์มากนัก แต่เพราะเขาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ที่ใช้ มาเน กับ ซาลาห์ คอยวิ่งตัดเข้าในตลอด เขาจึงกลายเป็นตัวดึงกองหลังให้เกิดช่องว่างรอทะลวงนั่นเอง และนี่แหละคือสาเหตุว่าทำไม ลิเวอร์พูล ถึงยิงได้มากมายนักเวลาทั้ง 3 ลงพร้อมกัน แต่ยิงไม่ค่อยได้เมื่อขาดใคคนใดไป

1. ลิเวอร์พูล ยังต้องนิ่งกว่านี้ หากหวังถ้วยหูใหญ่

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ลิเวอร์พูล เคยชวด 3 แต้มในเกมกับ เวสต์บรอมวิช มาแล้วเพราะความผิดพลาดในเล็กน้อยท้ายเกม

ลิเวอร์พูลนำไปก่อน 2-0 ในเกมดังกล่าว ก่อนที่ทีมบ๊วย พรีเมียร์ลีก จะมาได้ 2 ประตูรวด ตามตีเสมอ หงส์แดง สำเร็จ 2-2 และรักษาสกอร์ได้จนจบเกม

เกมเลกแรกที่ แอนฟิลด์ ก้เช่นกัน พวกเขายำใหญ่ใส่ โรมา ถึง 5-0 และน่าจะรักษาสกอรืได้ แต่ก็มาพลาดเสียอเวย์โกลแบบมีงงในช่วง 10 นาทีสุดท้ายถึง 2 ลูก

เกมนี้เอาอีกแล้ว พวกเขานำก่อน 2-1 ในครึ่งเวลาแรก และดูท่าน่าจะเข้ารอบชิงแบบใส ๆ แต่ก็มาพลาดเสีย 3 ประตูในครึ่งเวลาหลังแบบไม่น่าเสีย โดยเฉพาะการมาเสีย 2 ประตูช่วงท้ายเกมอีกแล้ว

หากหวังจะคว้าถ้วย ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ครั้งแรกในรอบ 11 ปีให้ได้ เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องหาวิธีให้ลูกทีมมีสมาธิกับเกมรับมากกว่านี้ เพราะ เรอัล มาดริด อันตรายกว่า โรมา หรือ เวสต์บรอมวิช มากกว่าหลายขุมนัก


Related articles